รีวิว หนัง Narnia Disney+Hotstar

รีวิว หนัง Narnia Disney+Hotstar ภาพยนตร์จากวรรณกรรมเด็กยอดนิยม

บนโลกของเราใบนี้มีวรรณกรรมเด็กมากมายหลากหลายเรื่องราวให้เราได้อ่านวรรณกรรมเด็กในยุคสมัยก่อนนั้นอาจมาในลักษณะของเรื่องราวสั้น ๆ แต่พอก้าวเข้าสู่ยุค 2000 วรรณกรรมเด็กก็เริ่มที่จะมีความยาวของเรื่องราวมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่นวรรณกรรมเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์หรือ The Chronicles of Namia เป็นวรรณกรรมที่มีหลายเล่มด้วยกันและจำเป็นที่จะต้องอ่านต่อกันเพื่อให้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นวรรณกรรมเหล่านี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยียังไม่เหมือนกับในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงกันอยู่ทำให้วรรณกรรมเหล่านี้

ได้รับการหยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่มีภาพยนตร์จากวรรณกรรมเด็กเพียงแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากความยาวของเรื่องราวทำให้มันไม่สามารถเล่าได้ในภาพยนตร์เพียงแค่ภาคเดียวและหากเรื่องราวมันไม่ติดตลาดมากพอเหมือนกับเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์การจะสร้างภาคต่อนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเป็นอย่างมากหนึ่งในวรรณกรรมที่ได้รับการหยิบยกนำเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์และสามารถสร้างออกมาได้หลายภาพนั่นก็คือ The Chronicles of Narnia นั่นเองโดยในภาพแรกนั้นมีชื่อว่า The Chronicles of Narnia: The Lion Witch And The Wardrobe ออกฉายครั้งแรกตั้งแต่ในปี 2005 ความยาว 135 นาทีด้วยความที่สร้างมาจากวรรณกรรมยอดนิยมอยู่แล้วทำให้มันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะภาพยนตร์แฟนตาซีสำหรับเด็ก

ด้วยทุนสร้าง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถทำรายได้ไปสูงถึง 745 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถคว้ารางวัลออสการ์และยังเข้าชิงหลายต่อหลายสาขาด้วยกันเรียกได้ว่าเป็นปฐมบทของภาพยนตร์นาเนียที่ทำให้เราได้รู้จักกับโลกสุดแฟนตาซีที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ภาพยนตร์ภาคต่อช่วงหลัง ๆ จะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรและกลายเป็นว่าต้องจบเรื่องราวทั้งหมดลงไปทั้งที่ยังเล่าไม่จบเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์ภาคแรกเรื่องนี้ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ในความทรงจำของใครหลายคนโดยเฉพาะเด็กในช่วงยุค 2000 เป็นการเปิดโลกภาพยนตร์แฟนตาซีครั้งแรกที่ทำให้หลายคนจดจำและสร้างความประทับใจให้กับเราได้เป็นอย่างดีใครที่ยังไม่เคยรับชมมาก่อนเราก็อยากจะแนะนำให้ลองรับชมดู

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch And The Wardrobe

The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch And The Wardrobe จะเล่าถึงเรื่องราวของพี่น้องชายหญิงทั้งหมด 4 คนในตระกูลพีเวนพวกเขานั้นได้อพยพจากภัยสงครามในกรุงลอนดอนไปอาศัยอยู่ในแถบชนบทแทนพวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของศาสตราจารย์ชราคนหนึ่งที่มีชื่อว่ากอรี่ภายในบ้านหลังนั้นมีแม่บ้านเจ้าระเบียบชื่อว่าแม็คเควทั้งสี่พี่น้องนั้นอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อท่ามกลางชนบทที่ไม่เจริญเหมือนกับกรุงลอนดอนแถมความเหงาที่ต้องห่างจากผู้เป็นแม่พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเล่นซ่อนหากันน้องสาวคนสุดท้องที่มีชื่อว่าลูซี่

ได้เข้าไปแอบอยู่ในห้องว่างแห่งหนึ่งที่มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องเมื่อเธอเปิดประตูตู้เสื้อผ้าก็พบว่ามันเป็นประตูที่ไปสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยหิมะและความหนาวเหน็บโชคดีที่ยังมีตะเกียงไฟโบราณที่คอยบอกพรมแดนให้กับเธอเธอได้บังเอิญพบกับฟอนสิ่งมีชีวิตครึ่งและครึ่งมนุษย์ที่ใจดีทำให้เธอได้ทราบว่าดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่านาร์เนียในดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์วิเศษและเหล่าสัตว์ประหลาดที่เธอเคยได้ยินในนิทานพอเธอกลับเข้ามาสู่โลกมนุษย์เธอนั้นรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากจึงนำเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่น้องของเธอฟัง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเลยแม้แต่คนเดียวยกเว้น

แต่ศาสตราจารย์เจ้าของบ้านด้วยเหตุนี้พี่ชายของลูซี่ที่มีชื่อว่าเอ็ดมันจึงได้ตามน้องสาวเข้าไปในตู้เสื้อผ้านอกจากเขาจะต้องสัมผัสกับอากาศหนาวเหน็บที่แสนโหดร้ายแล้วมันยังทำให้เขานั้นได้พบกับราชินีขาวและคนแคระที่เป็นสารถีขับเลื่อนกวางขาวอีกด้วย ราชินีขาวได้หลอกล่อเด็กชายด้วยขนมหวานที่เหมือนกับยาเสพติดและทำให้เขานั้นพาพี่น้องทั้งหมดกลับมายังปราสาทเธอหลอกเราว่าจะลบตำแหน่งราชาให้กับเขาโดยที่ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วราชินีผู้นี้คือแม่มดขาวที่ทำให้นาร์เนียกลายเป็นดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะอำนาจของเธอจะเสื่อมสลายก็ต่อเมื่อบุตรของอดัมและธิดาของอีฟได้ขึ้นครองบัลลังก์ทั้ง 4 ของแคร์พาราเวลได้สำเร็จเธอจึงต้องพยายามหาทางกำจัดพวกเขาให้สิ้นซากเรื่องราวของเด็ก ๆ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามรับชมกันต่อในภาพยนตร์

ความรู้สึกหลังรับชมภาพยนตร์เรื่อง The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch And The Wardrobe

The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch And The Wardrobe เป็นภาพยนตร์ปฐมบทเรื่องแรกที่ทำให้เรานั้นได้รู้จักกับดินแดนแฟนตาซีอย่างนาร์เนียถือว่าเป็นภาพยนตร์จากวรรณกรรมเด็กที่สามารถทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้นที่งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกอาจจะยังไม่เทียบเท่ากับในปัจจุบัน แต่ภาพยนตร์ที่สามารถนำเสนอความเป็นแฟนตาออกมาได้อย่างสวยงาม

และมีความสมจริงไม่น้อยเลยทีเดียวเป็นภาพยนตร์สำหรับเด็กที่จะทำให้เด็กที่รับชมตื่นตาตื่นใจไปกับความแฟนตาซีและความสนุกสนานตื่นเต้นกับการผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จักได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันอาจมีการตัดสินใจบางอย่างของตัวละครเด็กภายในเรื่องที่ทำให้เรานั้นรู้สึกหงุดหงิดหรือไม่เข้าใจไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่สามารถมอบความสนุกสนานให้กับทุกเพศทุกวัยได้อยู่ดี

ตัวอย่างหนัง Narnia

รีวิว หนัง Narnia บางส่วนจาก patsonic

ค่ำคืนของวันพุธ เป็นค่ำคืนของความสนุกหรรษา กับภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมชิ้นเยี่ยม The Chronicles of Narnia หรือ นาร์เนีย ชื่อสั้นๆ ที่พวกเราเรียกขานกันนั่นเอง

ไหนๆ ก็ไหนๆ ที่แพทโซนิคได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องในวันที่มันยังไม่ฉายจริง ก็ขอหยิบมาเล่าในบล็อกแห่งนี้ เรื่องราวของวรรณกรรมเยาวชนที่เป็นมาแล้วทั้ง ซีรี่ส์ทางทีวี และภาพยนตร์ที่ฉายบนจอธรรมดา และวันนี้ ขยายมาฉายมาบนจอยักษ์ 3 มิติ วันนี้ ผมไปดู The Chronicles of Narnia : The Voyage of The Dawn Treader หรือ อภินิหารตํานานแห่งนาร์เนีย 3 : ผจญภัยโพ้นทะเล ในชื่อไทย ที่โรง Major Cineplex เอกมัย ครับท่าน ไม่คาดคิดเหมือนกันว่า หนังรอบพิเศษรอบนี้จะเป็นแบบ 3 มิติ เซอร์ไพรส์เหมือนกันนะครับเนี่ย

หลังไปผจญภัยหลังตู้เก็บเสื้อผ้า ร้อยปีถัดมา พวกเขาก็กลับไปยังนาร์เนียอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือเจ้าชายแคสเปียน ครานี้ พี่น้องตระกูลพรีเวนซี่จะกลับไปสู่โลกแห่งนาร์เนียอีกครั้ง… เมื่อเอ็ดมันด์ และลูซี่ พรีเวนซี่ พร้อมกับ ยูซตาส ลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาที่ดูจะไม่ถูกขี้หน้ากันสักเท่าไหร่ ต้องไปเผชิญเรื่องราวผจญภัยด้วยกันในโลกแห่งนาร์เนีย ทำให้เราได้รับรู้ว่า ยังมีดินแดนที่เรายังไม่รู้จัก บนแผนที่ที่เป็นอาณาเขตของนาร์เนียอยู่ เป็นดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครไปถึง

พวกเขาทะลุผ่านภาพวาดไปยังท้องทะเลอันเวิ้งว้าง และได้พบกับกษัตริย์แคสเปี้ยน ที่แล่นเรือนาม Dawn Treader ไปไกลแสนไกลเพื่อทำภารกิจสำคัญอันหมายถึงความอยู่รอดของนาร์เนีย โดยตัวละครแต่ละตัว จะต้องพานพบกับอุปสรรคทั้งภายนอกและภายในใจของพวกเขาเอง ในการที่จะฟันฝ่าเพื่อให้ผ่านไปถึงจุดมุ่งหมาย ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ที่มีชีวิต คอยหลอกล่อจิตใจให้ไขว้เขว หรือเหล่ามนุษย์ประหลาด ที่โผล่มาเพียงเพื่อเป็นจิ๊กซอลสู่การดำเนินของเรื่องราว หรือสัตว์ดุร้ายขนาดยักษ์ ที่ยากแก่การต่อกร …ระหว่างทาง ที่ทำให้เด็กคนหนึ่ง โตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง

แน่นอนว่า เหล่าราชาและราชินีแห่งนาร์เนีย จะต้องได้พบกับอัสลาน เจ้าราชสีห์ตัวใหญ่ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวรรณกรรมซีรี่ส์นี้ ใครที่อยากเจอเขาอีก ไม่ต้องห่วง แต่ต้องลุ้นเอาว่าจะออกมาตอนไหนเท่านั้น นาร์เนียภาคนี้ มาพร้อมกับผู้กำกับฯ คนใหม่ Michael Apted ผู้สร้างผลงานส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์สารคดีเสียแทบทั้งสิ้น ด้วยการดำเนินเรื่องที่ทำได้สนุกตั้งแต่การปูพื้นในช่วงแรก ไปจนถึงช่วงไคล์แมกซ์ สเปเชียลเอฟเฟ็กซ์นั้นอลังการงานสร้างอยู่แล้วสำหรับงานของสตูดิโอจิ้กจอกศตวรรษที่ 20 แห่งนี้ ขณะที่งานจัดวางองค์ประกอบภาพต่างๆ

ก็ดูสอดรับกับความเป็น 3 มิติได้อย่างดี แม้จะดูว่าภาพออกมาเป็นแผ่นๆ ซ้อนกัน มากกว่าจะดูเป็นร่างกายมนุษย์ที่มีนูนเว้าตามที่เราเห็นในของจริงๆ ก็ตาม แต่เพราะการต้องมานั่งดูในแถวที่นั่งด้านหน้า มองจอในแนวเฉียง และใส่แว่น 3 มิติ ทำให้ค่อนข้างหลุดจากบทสนทนาได้ง่ายด้วยความใกล้ของจอ และลักษณะของภาพที่เป็น 3 มิติ ทำให้ต้องใช้สายตาค่อนข้างมาก ถ้าคุณเลือกที่นั่งได้ ขอให้เลือกที่นั่งกลางจอ และไกลจอออกไปพอสมควร น่าจะทำให้ได้รับอรรถรส และอ่านซับไปพร้อมๆ กับการซึมซับเรื่องราวได้ดีกว่า

นักแสดงหนัง Narnia

William Moseley

Anna Popplewell

Yangdu-Duyang.com จะพาทุกท่านไปพบกับ การรีวิว แนะนำหนัง ภาพยนตร์ ทั้งในและต่างประเทศ ที่น่าดู น่าติดตาม สูตรบาคาร่า sa บอกได้เลยว่าทุกท่านต้องห้ามพลาด

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

58 - 4 =

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า