The Passion of the Christ

รีวิวหนัง The Passion of the Christ

รีวิวหนัง The Passion of the Christ คัมภีร์ไบเบิลเป็นคัมภีร์คำสอนและบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ มีภาพยนตร์มากมายที่นำเอาเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลมาเล่าให้พวกเราคนรุ่นหลังได้เห็นถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่จะนำเสนอเรื่องราวออกมาอย่างสมจริงและตรงกับพระคัมภีร์ 

The Passion of the Christ เป็นภาพยนตร์ที่นำเอาเรื่องราวและคำบอกเล่าในพระคัมภีร์ของแมทธิว มาร์ค ลุค จำนวน 4 เล่ม ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูโดนตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ โดยบอกเล่าตั้งแต่เวลา 12 ชั่วโมงมาจนถึงช่วงเวลาที่พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์และกลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการใช้ภาพที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและเลือด เนื่องจากมีหลักความเชื่อที่ว่าพระเยซูนั้นจะต้องแบกรับความเกลียดชังและความโหดร้ายของมนุษย์เพื่อที่จะบรรลุประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึงชีวประวัติของพระเยซูออกมาได้ตรงตามคัมภีร์แทบจะไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้งานภาพที่นำเสนอออกมานั้นเต็มไปด้วยความโหดร้ายและถูกห้ามเข้าฉายในหลายประเทศโดยเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติของพระเยซูที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามอีกหนึ่งเรื่อง

ด้วยความสมจริงของมันทำให้เมื่อเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้ได้อย่างถล่มทลายและกลายเป็นปรากฏการณ์ของภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึงชีวประวัติจากพระคัมภีร์ไบเบิลออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่สามารถไต่ชาร์ตขึ้นไปอยู่บนอันดับ 1 ของ  Box Office ได้ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ในสายตาของชาวคริสต์น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจได้ไม่น้อยกับการที่พระเยซูต้องถูกกระทำการต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การใส่ร้ายป้ายสี หรือแม้แต่การปลิดชีวิตด้วยวิธีการอันโหดร้ายอย่างการตรึงกางเขน

แต่ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ใช่ชาวคริสต์ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สามารถรับชมเพื่อความบันเทิงและเป็นการศึกษาหาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ศาสนาได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาและงานภาพที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและเลือด ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคน

เรื่องราวในภาพยนตร์ The Passion of the Christ

  • The Passion of the Christ เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึงชีวประวัติของพระเยซูในช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่พระองค์นั้นจะถูกปลิดชีวิตโดยการตรึงไม้กางเขน ชาวคริสต์หรือแม้แต่คนที่นับถือศาสนาต่างๆ น่าจะเคยเห็นภาพของพระเยซูที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกับสาวกลูกศิษย์ของพระองค์ทั้ง 13 คน รวมถึงยูดาสที่ทรยศหักหลัง
  • ภาพดังกล่าวมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากเพราะมันเป็นมื้ออาหารสุดท้ายของพระองค์ก่อนที่จะถูกตรึงกางเขน ซึ่งภาพยนตร์นั้นได้หยิบเอาเหตุการณ์นี้มาเป็นเหตุการณ์เปิดเรื่องราวทั้งหมด หลังจากนั้นพระองค์ก็ทราบถึงชะตากรรมของตนเองว่าจะต้องถูกตรึงกางเขนเพื่อเป็นการไถ่บาปให้เหล่ามนุษย์
  • ในขณะเดียวกันลูกศิษย์คนสำคัญอย่างยูดาสก็ทำการทรยศหักหลังด้วยการขายพระองค์แลกกับเหรียญทองจำนวน 30 เหรียญเท่านั้นให้กับศาสนจักร ซึ่งมีความเชื่อว่าพระองค์โกหกและเป็นเพียงคนธรรมดาไม่ใช่บุตรของพระเจ้าอย่างที่กล่าวอ้าง 
  • พระองค์ที่กำลังอยู่ในป่าทราบดีว่าทหารกำลังจะมาจับพระองค์ซึ่งพระองค์นั้นก็ยินยอมให้จับแต่โดยดี จากนั้นพระเยซูก็ถูกทรมานเพื่อบีบบังคับให้รับสารภาพว่าทำตนเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า เหล่าศาสนจักรชาวยิวนั้นต้องการประหารชีวิตให้พระองค์ตายไปเสียจึงได้ส่งตัวพระองค์ให้กับผู้ว่าการเพื่อตัดสินความผิด
  • แต่เมื่อผู้ว่าการได้พบเข้ากับพระเยซูคริสต์พระองค์ก็รู้ได้ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญชนทั่วไปและทราบดีว่าการมอบโทษประหารชีวิตให้ชายผู้นี้เป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่อาจก่อ แต่อย่างไรก็ตามทั้งฝูงชนและชาวยิวจำนวนมากต้องการให้พระเยซูสิ้นชีวิต หากไม่ตัดสินอะไรบางอย่างอาจเกิดการจลาจลขึ้น
  • ผู้ว่าการจึงได้ตัดสินให้พระองค์ได้รับโทษเฆี่ยนตีต่อหน้าประชาชน ระหว่างทางที่เดินไปยังลานทำโทษนั้นพระองค์ถูกต่อว่าถึงบุพการีนั่นก็คือพระนางมารี มีการถากถางและถมน้ำลายใส่อย่างเหยียดหยาม แต่พระองค์ก็พยายามสกัดกั้นอารมณ์ไม่ให้เกิดความโกรธและความเกลียดชัง
  • เมื่อมาถึงสถานที่พระองค์ก็ถูกล่างเอาไว้กับแท่นและถูกเฆี่ยนตีจนหลังแตกและเลือดอาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง เหล่าผู้คุมนั้นเปลี่ยนอาวุธไปเรื่อยๆ ด้วยความสนุกสนานกับการทรมานพระองค์จนในที่สุดพวกเขาก็ใช้แซ่ที่ปลายเป็นเหล็กแหลมเฆี่ยนตีจนหลังแตกและมีเนื้อฉีกขาดออกมา
  • ผู้คนที่มาชมการลงโทษในครั้งนี้ต่างก็เหยียดหยามพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ของชาวยิว เป็นถึงบุตรแห่งพระเจ้าแต่กลับไม่สามารถช่วยตัวเองได้ คนกลุ่มนั้นได้นำมงกุฎที่ทำมาจากเหล็กแหลมสวมลงไปบนหัวของพระองค์เป็นการล้อเลียนแล้วนำตัวพระองค์ไปขังดังเดิม
  • แต่โทษในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่เป็นที่พอใจของศาสนาจักร พวกเขายังคงยืนยันคำเดิมว่าให้ประหารพระองค์ พร้อมทั้งปลุกระดมผู้คนให้ลุกฮือขึ้นมา ผู้ว่าการที่อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจึงได้ให้เหล่าศาสนจักรเลือกว่าจะปล่อยตัวฆาตกรข่มขืนต่อเนื่องหรือพระเยซู ซึ่งผู้คนในขณะนั้นต่างเลือกที่จะปล่อยตัวฆาตกรออกมา
  • ผู้ว่าการจึงได้ล้างมือในอ่างเพื่อชำระความผิดบาปว่าการลงโทษประหารในครั้งนี้ไม่ได้เป็นความผิดของเขาและให้บาปทั้งหมดตกลงกับชาวยิวที่ต้องการนำเอาพระเยซูไปตึงกางเขน ก่อนที่พระเยซูจะถูกนำไปขังอีกครั้งเพื่อรอเวลารุ่งเช้า
  • พอถึงตอนเช้าพระองค์ก็ถูกนำไปประหารโดยการตรึงกางเขนคล้องกับนักโทษอีก 2 คน พวกเขาใช้ตะปูตอกลงกับมือของพระองค์ แต่พอจะตอกตะปูอีกข้างแขนของพระองค์กลับไม่ถึงจุดที่จะต้องตอกตะปูลงไปพวกเขาพยายามยื้อยุดฉุดกระชากจนพระองค์ไหล่หลุด
  • สุดท้ายพวกเขาก็ยอมแพ้และใช้วิธีการนำเอาผ้ามาพันแขนอีกข้างของพระองค์ตรึงกับการเขียนแทน จากนั้นไม่กี่วันพระองค์ก็สิ้นพระชนม์เป็นการไถ่บาปให้กับมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้ว 3 วันหลังจากนั้นพระองค์ก็ได้ฟื้นขึ้นมาและกลายเป็นศาสดาของชาวคริสต์มาจนถึงปัจจุบัน 

ตัวอย่าง ภาพยนตร์ The Passion of the Christ HD (Trailer)

The Passion of the Christ ภาพยนตร์ที่ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน

ตามเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง The Passion of the Christ ที่เราได้เข้าไปข้างต้นจะเห็นว่ามีฉากที่เต็มไปด้วยเลือดและความรุนแรงมากมาย มันจึงไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับเด็กหรือคนที่กลัวเลือด หรือแม้แต่คนที่ไม่ชอบความรุนแรงก็ตาม  

หากสังเกตดูให้ดีคำว่า The Passion ในภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่าความทรมาน ในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจึงจะได้เห็นการที่พระเยซูต้องจมอยู่ในความทุกข์ทรมานและต้องเสียสละชีวิตเพื่อเป็นการไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติ 

ฉากการเฆี่ยนตีหรือแม้แต่การประหารด้วยการตรึงกางเขนนั้นเต็มไปด้วยความสยองขวัญและความโหดร้ายไม่ต่างจากภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่ได้รับเรท 18 + ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเรท R ซึ่งจำกัดอายุผู้ชมที่ 20 ปีขึ้นไป 

แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่น่าดูอีกหนึ่งเรื่องและสามารถถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ในศาสนาคริสต์ออกมาได้อย่างสมจริงและตรงกับคัมภีร์มากที่สุด เรื่องราวเต็มไปด้วยความเข้มข้นแม้ว่าคุณจะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็สามารถรับชมได้และยังได้รับความรู้อีกด้วย

รีวิว ภาพยนตร์ The Passion of the Christ

ฉันเคยเห็นคนจำนวนมากพูดถึงเรื่องขยะเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ – แม้แต่คริสเตียนหลายคน – และฉันรู้สึกว่ามันยากที่จะเข้าใจว่าทำไม นักปรัชญาปีเตอร์ครีฟท์เรียกมันว่า “ภาพยนตร์ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และเมื่อฉันคิดถึงเรื่องนี้ในแง่ของความเชื่อของคริสเตียนก็ยากที่จะไม่เห็นด้วย

ประการแรกความหลงใหลหมายถึงความทุกข์ทรมานและสำหรับทุกคนที่บ่นเกี่ยวกับความรุนแรงในภาพยนตร์ฉันคิดว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับความปรารถนาของพระคริสต์เลย การเน้นเรื่องความรุนแรงเป็นพื้นฐานเนื่องจากเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงทนทุกข์เพียงใดเนื่องจากสิ่งที่ฉันทำ ดังนั้นฉันซึ่งเป็นผู้ชมกำลังประสบกับอารมณ์ทั้งหมดของฉันที่ฉันนึกได้และไตร่ตรองเมื่ออ่านพระวรสาร และฉันไม่ใช่คนประเภทที่อ่านเกี่ยวกับพระเยซูที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่ฉันทำเพื่อมีส่วนร่วมในช่วงเวลานั้นและแม้ว่าฉันจะทำมันก็เหมือนในทางที่ชัดเจนและแทบจะไม่แยแสในขณะที่ ภาพยนตร์บังคับให้ฉันรู้สึกถึงภาระที่วางไว้บนบ่าของพระเจ้าของฉัน

แน่นอนว่านี่มาจากมุมมองของคริสเตียนของฉันและฉันจะไม่พยายามพูดถึงสิ่งที่ยอดเยี่ยมในภาพยนตร์จากมุมมองทางโลกด้วยซ้ำ เลนส์ที่ใครมองผ่านมันคือสิ่งที่กำหนดความยิ่งใหญ่ของมัน และเลนส์นั้นคือศรัทธา ดังนั้นฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้าผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าไม่ชอบมัน แต่ถ้าคาทอลิกไม่ชอบฉันจะสับสน

วิธีที่ Jim Caviezel เล่นเป็นพระเยซูนั้นทรงพลังมาก เขาดูอ่อนน้อมถ่อมตนเปราะบางอ่อนโยน แต่เข้มแข็งและมั่นใจมาก เมื่อเขาพูดคุยกับผู้คนคุณจะรู้สึกดีมากในน้ำเสียงของเขา เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทคุณจะรู้สึกได้ถึงความบริสุทธิ์ของเขาแม้ว่าจะไม่มีการพูดอะไรก็ตาม เมื่อเขาแบกไม้กางเขนแล้วตกลงมาแมรี่ก็วิ่งไปหาเขาและนี่เป็นภาพสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเธอรักลูกชายของเธอมากเพียงใดและเธอต้องการให้ความทุกข์ทรมานของพระองค์สิ้นสุดลงมากเพียงใดแม้ว่าเธอจะยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้าก็ตาม

เมลกิบสันทำได้ดีเยี่ยมกับสัญลักษณ์ทั้งหมดในภาพยนตร์: การเชื่อฟังของแมรี่; ความสิ้นหวังของยูดาส; ทุกคนตกตะลึงกับการปรากฏตัวของพระเยซู มีมากมายและให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ

ฉันสามารถสันนิษฐานได้ว่าคริสเตียนที่ไม่ชอบความหลงใหลของพระคริสต์คือคนที่ไม่ได้ใช้เวลาคิดเกี่ยวกับความหลงใหลของพระคริสต์จริงๆ หนังมีโอกาสทำได้ มันน่าเกลียดและน่ารังเกียจ? ใช่ แต่เพียงชั่วครู่ เมื่อคุณตระหนักว่าสิ่งนี้รวบรวมแก่นแท้ของความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติสิ่งนั้นจะสวยงามชั่วนิรันดร์ พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เขาทำเพราะฉันเพราะคุณ; เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดีซึ่งสละชีวิตของตนเพื่อแกะ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าความจริงของกิเลสเต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาและความอยุติธรรม? เราเป็นสาเหตุของสิ่งนั้นและบางครั้งเราก็รู้ตัวดีกว่าโดยการโยนมันลงบนใบหน้าของเราอย่างไรก็ตามเราอาจรู้สึกเจ็บปวด เพียงจำไว้ว่าความเจ็บปวดของเราไม่มีอะไรเทียบได้กับความเจ็บปวดของพระเจ้าของเรา ฉันพูดด้วยตัวเองได้ก็ต่อเมื่อฉันบอกว่าความรักที่ฉันมีต่อพระผู้ช่วยให้รอดนั้นน้อยมาก แต่ฉันรู้ดีว่าพระองค์ทรงรักฉันด้วยหัวใจที่พร้อมจะเลือดออกโดยไม่ลังเลแม้ว่าฉันจะไม่มีค่า

diddykv18 May 2015

Yangdu-Duyang.com จะพาทุกท่านไปพบกับ การรีวิว แนะนำหนัง ภาพยนตร์ ทั้งในและต่างประเทศ ที่น่าดู น่าติดตาม บอกได้เลยว่าทุกท่านต้องห้ามพลาด

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *